|
|
|
เหตุการณ์ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา
|
เหตุการณ์ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา
พม่าล้อมกรุงครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2307-2310)
พระเจ้ามังระขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เสด็จยกทัพไปตีหัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่
ตะนาวศรี มะริด และเชียงใหม่ แล้วจึงยกทัพเข้ามาตีไทย
ใน พ.ศ. 2307 พม่ายกทัพเข้ามาสองทาง คือ
1. ทางเมืองเชียงใหม่ เนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพ กำหนดให้ตีหัวเมืองเหนือลงมาจนถึงกรุงศรีอยุธยา
2. ทางด่านเจดีย์สามองค์ มังมหานรธาเป็นแม่ทัพ ตีเมืองกาญจนบุรี เมืองสุพรรณบุรี เข้ากรุงศรีอยุธยา
การรับทัพของไทยนั้นคาดการผิดไม่คิดว่าพม่าจะเข้าถึงกรุง เพียงแต่จะปล้นสะดมริบทรัพย์เชลย การต่อสู้ของไทยอ่อนแอมาก
พม่าจึงเดินทัพเข้ามาได้ พวกที่ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง คือ ชาวบ้านบางระจัน ต่อสู้ตีพม่าแตกไปได้บ้าง
เนื่องจากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากในกรุงเลย ค่ายบางระจันจึงต้องแตก
พ.ศ. 2309 พม่าสามารถเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านโพธิ์สามต้น เข้าล้อมกรุงอยู่ตลอดฤดูฝนจนถึงฤดูแล้ง กองทัพไทยที่ส่งไปสู้รบแพ้กลับมา
จึงป็นแค่ตั้งมั่นรักษาเมืองไว้เท่านั้น การป้องกันพระนครศรีอยุธยาอ่อนแอลง พม่าล้อมอยู่นานทำให้พลเมืองอดหยาก พระเจ้าเอกทัศขอเลิกรบ
พม่าไม่ยอมเพราะมีความประสงค์จะตีให้แตกและริบเอาทรัพย์สมบัติกวาดต้อนผู้คนไป พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ 1 ปี กับ 2 เดือน กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310
การเสียกรุงครั้งที่สองแตกต่างจากการเสียกรุงครั้งแรก ใน พ.ศ. 2112 คือ
1. พม่าหวังจะยึดทรัพย์จับเชลย มิได้คิดว่าไทยะฟื้นตัวได้เป็นปึกแผ่นอีก
2. กรุงศรีอยุธยายับเยินกว่าครั้งแรก
3. พม่ามิได้ตีหัวเมืองใกล้เคียง ฉะนั้นจึงมีอำนาจเฉพาะในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น
4. เมื่อกรุงแตกแล้ว พม่าไม่ได้ควบคุมดูแลเป็นประเทศราช ได้จัดการปกครองโดยให้สุกี้ควบคุมพล 3,000 คน รักษากรุงศรีอยุธยาที่ค่ายโพธิ์สามต้น
และให้นายทองอินคนไทยควบคุมพลรักษาเมืองธนบุรี ทั้งสองคนมีหน้าที่คอยค้นหาผู้คนและเก็บทรัพย์สมบัติไทยส่งไปเมืองพม่า
| | |
|
|