|
|
|
ประวัติศาสตร์ไทย
|
การสงครามเพื่ออิสรภาพ
การสงครามกับพม่า
หลังจากเสร็จจากการปราบปรามบ้านเมืองแล้ว ยังมีปัญาเกี่ยวกับหัวเมืองชายแดน การเอาชนะพม่าเป็นการรักษาเอกราชของชาติที่กู้มาได้ด้วย
การศึกกับพม่าในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีมี 8 ครั้ง ด้วยกัน คือ
ครั้งที่ 1. พ.ศ. 2310 ศึกบางกุ้ง
ครั้งที่ 2. พ.ศ. 2314 ตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 1
ครั้งที่ 3. พ.ศ. 2315 โปสุพลาตีเมืองพิชัยครั้งที่ 1
ครั้งที่ 4. พ.ศ. 2316 โปสุพลาตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2
ครั้งที่ 5. พ.ศ. 2317 ตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2
ครั้งที่ 6. พ.ศ. 2317 ศึกบางแก้วและเขาชะงุ้ม
ครั้งที่ 7. พ.ศ. 2318 ศึกอะแซหวุ่นกี้
ครั้งที่ 8. พ.ศ. 2319 ศึกอำมะลอกหวุ่น
1. ศึกบางกุ้ง พ.ศ. 2310 เป็นการศึกครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี พม่าส่งแมงกิ้มารญ่า เจ้าเมืองทวาย คุมกำลังมาตรวจตราเมืองไทย
ถ้ามีการตั้งตัวก็ให้ปราบทันที พระยาทวายจึงยกกองทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยค ขณะนั้นเมืองกาญจนบุรีและเมืองราชบุรียังเป็นเมืองร้างอยู่
พระยาทวายจึงถือโอกาสใช้เรือรบของพม่าที่ไทรโยค (เมื่อครั้งตกค้างอยู่ในสงครามคราวก่อน) ยกมาถึงบางกุ้ง จังหวัดสมุทรสงคราม
เข้าล้อมกองทหารจีนซึ่งเป็นกองทัพหน้าของไทย เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบข่าว โปรดให้มหามนตรีคุมทัพหน้า พระองค์เองคุมทัพหลวงยกทัพเรือไปช่วย
เข้าโจมตีข้าศึกทันที พระยาทวายเห็นเหลือกำลังจึงยกทัพกลับ
2. ตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2314 เมืองเชียงใหม่เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยในสมัยอยุธยา ครั้นถึง พ.ศ. 2306 พระเจ้ามังระมาตีเมืองเชียงใหม่ได้
ตั้งให้โปมะยุง่วนเป็นเจ้าเมือง โปมะยุง่วนได้กำลังเพิ่มเติมจากเจ้าพระฝาง ใน พ.ศ. 2313 จึงคิดจะลองกำลังฝ่ายไทยยกทัพมาตีเมืองสวรรคโลก ขณะนั้นเจ้าพระยาพิชัยราชาเป็นเจ้าเมืองต่อสู้รักษาเมืองไว้ได้
และขอกำลังทัพจากหัวเมืองเหนือมาช่วย โปมะยุง่วนจึงยกทัพกลับไป ใน พ.ศ. 2313 พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่าพม่ารักาาเมืองเชียงใหม่ไว้เพื่อใช้เป็นฐานทัพรุกรานไทย จึงทรงพระราชดำริจะตีเชียงใหม่
พ.ศ. 2314 โปรดให้เตรียมทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ การเดินทัพนั้นลำบากเพราะกองทัพไทยไม่ชำนาญทาง โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพหน้าชุมนุมพลที่เมืองพิชัย
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเป็นจอมทัพหลวงยกขึ้นไปถึงลำพูน พม่าตั้งป้อมรักษาเชียงใหม่ไว้ ไทยล้อมไว้ 15 วัน ก็ยกทัพกลับ เหตุที่ตีไม่สำเร็จเพราะเสบียงอาหารไม่พอ การลำเลียงและเดินทัพลำบาก
3. และ 4. ศึกพิชัยสองครั้ง พ.ศ. 2315 และ พ.ศ. 2316 เมืองพิชัยมีความสำคัญเพราะเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงธนบุรี
โปสุพลาเป็นแม่ทัพพม่าซึ่งพระเจ้าอังวะให้มาช่วยโปมะยุง่วน เจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่ให้มาพักอยู่ที่เชียงใหม่ก่อนรอคอยจนกว่าพม่าจะยกทัพมาตีไทย ให้โปสุพลาช่วยโปมะยุง่วนด้วย ขณะที่พม่ายังไม่มีโอกาสยกทัพใหญ่มา
โปสุพลาคิดจะอวดฝีมือให้ทหารเห็น และตัวเองก็ต้องการจะตีไทยเพื่อแสดงฝีมือให้โปมะยุง่วนเห็น เพราะรู้มาว่าโปมะยุง่วนเคยแพ้ไทยที่สวรรคโลกมาครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ใน พ.ศ. 2315 โปสุพลยกทัพเข้าตีเมืองลับแลได้เก็บทรัพย์จับผู้คน
และยกต่อมายังเมืองพิชัย พระยาพิชัยและเจ้าพระยาสุรสีห์ช่วยป้องกันเมืองพิชัยไว้ได้ พม่าจึงแตกยับเยิน โปสุพลาสู้ไม่ได้จึงกลับไปอยู่กับโปมะยุง่วนที่เชียงใหม่
พ.ศ. 2316 โปสุพลาได้ข่าวจากอังวะว่าพระเจ้าอังวะกำลังคิดจะยกกองทัพมาตีไทย โปสุพลาจึงคิดจะแก้ตัวอีกสักครั้งเลยยกกองทัพจากเชียงใหม่ลงมาตีเมืองพิชัยอีก กองทัพพระยาพิชัยและเจ้าพระยาสุรสีห์ช่วยกันต่อสู้
การรบถึงขั้นตะลุมบอนพระยาพิชัยต่อสู้จนดาบหัก จึงได้สมญาว่า "พระยาพิชัยดาบหัก"
5. ตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2317 พม่าเสร็จสงครามทางจีนและได้ทราบว่าพระเจ้ากรุงธนบุรียกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ จึงคิดที่จะปราบไทยให้ราบคาบ
ได้เตรียมกองทัพใหญ่ยกมาสองทาง คือ ให้โปสุพลายกทัพมาทางเมืองเชียงใหม่เพื่อตีหัวเมืองเหนือ ให้ปะกันหวุ่นเกณฑ์ทัพมอญ มอบให้แพกิจากับทหารพม่ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ตีหัวเมืองตะวันตกแล้วมุ่งเข้ากรุงธนบุรี
ในขณะที่พม่าเตรียมทัพอยู่นั้น พวกมอญก่อการกบฏมีพระยาเจ่งเป็นหัวหน้า พม่าต้องให้อะแซหวุ่นกี้มาปรากบฏ ทำให้พม่าเสียเวลา พระเจ้ากรุงธนบุรีฉวยโอกาสนี้เองรีบตีเมืองเชียงใหม่เสียก่อน
การรบครั้งนี้เกณฑ์กองทัพเมืองเหนือสองหมื่นคน ทัพใต้หมื่นห้าพันคน โปรดให้เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นทัพหน้า พระองค์เองเป็นทัพหลวงยกขึ้นไป ตีเมืองรายทางได้จึงสามารถยกไปถึงเมืองเชียงใหม่ได้รวดเร็ว
ทัพหน้าทั้งสองเข้าโอบตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาสุรสีห์ยกเข้าทางตะวันออก เจ้าพระยาจักรีเข้าทางด้านใต้และทางตะวันตก กองทัพทั้งสองเข้าเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2317
การที่ตีได้เมืองเชียงใหม่ ได้ผลดีคือ
1. การที่ตีเมืองเชียงใหม่ได้ ทำให้หัวเมืองเหนือกลับมาเป็นของไทย เป็นการขับไล่พม่าออกจากราชอาณาเขต
2. เป็นการตัดกำลังพม่า ไม่ให้มีที่มั่นในไทย
3. ทรงปูนบำเหน็จพวงขุนนางลานนา คือ
พระยาจ่าบ้าน เป็น พระยาวิเชียรปราการ
พระยากาวิละ เป็น พระยานครลำปาง ต่อมาได้เป็น พระเจ้าเมืองเชียงใหม่
6. ศึกบางแก้ว (ราชบุรี) พ.ศ. 2317 สาเหตุการรบเนื่องมาจากสงครามครั้งที่ 5 คือ พวกมอญที่ถูกเกณฑ์มาเพื่อเตรียมมารบกับไทยนั้นก่อการกบฎ
เมื่อถูกอะแซหวุ่นกี้ปราบปรามสู้ไม่ได้จึงอพยพหนีเข้ามาพึ่งไทย พระเจ้าธนบุรีโปรดให้รับครอบครัวมอญไว้ และให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลสามโคก และปากเกร็ด
อะแซหวุ่นกี้จึงมีบัญชาให้ งุยอคงหวุ่น มาตามพวกมอญที่อพยพหนี ถ้าตามไม่ทันให้ยกทัพกลับ แต่งุยอคงหวุ่นฝ่าฝืนคำสั่งยกตามมอญเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ตีกองทัพพระยายมราช (แขก) แตกหนีเข้ามาทางท่าดินแดง
แล้วก็ยกเข้ามาถึงปากแพรกจึงแบ่งกองทัพเข้าปล้นทรัพย์ พอทราบว่ากองทัพไทยยกไปตั้งที่ราชบุรี งุยอคงหวุ่น จึงตั้งค่ายที่ตำบลบางแก้ว
พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และพระยาธิเบศรบดีไปรักษาเมืองราชบุรี กองทัพทั้งสองเข้าล้อมค่ายพม่าที่บางแก้วได้ พระเจ้ากรุงธนบุรีพึ่งเสด็จกลับจากเชียงใหม่รีบเสด็จไปช่วยและส่งกองทัพเหนือเข้ามาช่วย
ทั้งนี้เพราะงุยอคงหวุ่นประมาทฝีมือไทยซึ่งเป็นการคาดการผิด อะแซหวุ่นกี้ให้ตะแคงมรหน่องเข้ามาช่วย ได้ตั้งค่ายอยู่ที่เขาชะงุ้ม เข้าช่วยพรรคพวกไม่สำเร็จ พวกพม่าที่บางแก้วยอมจำนน แล้วไทยจึงระดมพลเข้าตีทัพพม่าที่ปากแพรกและเขาชะงุ้ม
พม่าสู้ไม่ได้แตกยับเยินไป ชัยชนะครั้งนี้เป็นการบำรุงกำลังทางใจ และการที่พระเจ้ากรุงธนบุรีจับพม่าส่งมาให้คนไทยดูเท่ากับเป็นการบำรุงขวัญคนไทยเพื่อไม่ให้หวาดหวั่นและกลัวเกรงพม่าซึ่งเคยกดขี่เมื่อคราวเสียกรุง
7. ศึกอะแซหวุ่นกี้ พ.ศ. 2318 ศึกอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลกเป็นสงครามครั้งสำคัญที่สุดใน พ.ศ. 2318 เหตุของสงครามเนื่องจากสงคราม พ.ศ. 2317 คือเมื่อศึกอะแซหวุ่นกี้ปราบมอญแล้ว
พระเจ้ามังระทรงเห็นว่าทัพพม่าชุมนุมอยู่ที่เมืองเมาะตะมะแล้ว อีกทั้งอะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพที่สามารถ จึงให้อะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพใหญ่ยกมาตีไทยอีก
กลยุทธของแม่ทัพผู้เฒ่านี้ใช้ยุทธวิธีแบบบุเรงนองคือตีหัวเมืองเหนือก่อนเพื่อตัดกำลัง และยึดเป็นที่มั่นสะสมกำลังพลและเสบียงอาหารเพื่อการรบต่อไป
อะแซหวุ่นกี้ยกทัพใหญ่เข้ามาทางด่านแม่ละเมา ตีได้เมืองสวรรคโลก จากนั้นมุ่งสู่เมืองพิษณุโลก เมื่อรู้ว่าเจ้าเมืองไปสงครามเชียงใหม่ยังไม่กลับ จึงหยุดทัพรอคอยอยู่ที่เมืองสุโขทัย ให้กองทัพหน้าไปตั้งมั่นอยู่ที่บ้านกงธานี
แขวงเมืองสุโขทัย เมื่อเจ้าพระยาทั้งสองทราบข่าวจึงรีบยกกลับมารักษาเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาสุรสีห์เข้าลองกำลังพม่าที่เมืองสุโขทัยเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงถอยเข้าเมืองพิษณุโลกยึดไว้เป็นที่มั่นต่อสู้คอยทัพหลวงมาช่วย พม่าเข้ามาล้อมเมืองไว้ทั้งสองปากแม่น้ำ
ทางด้านธนบุรี โปรดให้กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ยกทัพไปตั้งมั่นที่เมืองเพชรบุรี เพื่อคอยป้องกันด่านสิงขร ส่วนพระองค์เองรีบยกพลประมาณหมื่นสองพันคนไปช่วยตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลปากพิง
การสู้รบที่พิษณุโลก กองทัพไทยต่อสู้รบป้องกันเมืองอย่างสามารถ พม่าไม่สามารถจะตีเอาเมืองได้ เจ้าพระยาจักรีตีพม่าชนะหลายครั้ง จนอะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี และสรรเสริญว่ามีฝีมือดีในการรบ
ทำนายว่าจะได้เป็นกษัตริย์ ส่วนกองทัพหลวงคอยส่งเสบียงให้พวกเมืองพิษณุโลกและช่วยตัดการลำเลียงของพม่า แต่พม่าคอยตัดลำเลียงจากกองทัพหลวงมิให้ส่งเสบียงเข้าไปในเมืองพิษณุโลก ทำให้ผู้คนอดอยาก
เจ้าพระยาทั้งสองจึงขออนุญาตทิ้งเมืองพิษณุโลกตีหักค่ายพม่าไปทางตะวันออกไปตั้งรวมพลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์ รวมเวลาพม่าล้อมเมืองพิษณุโลกอยู่ถึง 4 เดือน
เมื่ออะแซหวุ่นกี้เข้าเมืองพิษณุโลกได้แล้ว พระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์ จิงกูเจาราชโอรสขึ้นครองราชย์แทนจึงรับสั่งเรียกอะแซหวุ่นกี้กลับ อะแซหวุ่นกี้ยกทัพกลับแต่ให้กองทัพกะละโบ่รออยู่ในเมืองไทยคอยกลับพร้อมกับมังแยยางู
กองทัพไทยจึงถือโอกาสตามตีพม่า สงครามครั้งนี้สู้รบกันถึง 10 เดือน พม่าจึงเลิกทัพกลับไปใน พ.ศ. 2319
8. สงครามครั้งที่ 8 พ.ศ. 2319 สงครามครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ใน พ.ศ. 2319 พระเจ้าจิงกูเจามีรับสั่งให้อำมลอกหวุ่นตีเมืองเชียงใหม่สมทบกับโปมะยุง่วนที่เมืองเชียงแสน
พระยาวิเชียรปราการสู้ไม่ได้หนีลงมาเมืองสวรรคโลก พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์และพระยากาวิละยกทัพไปช่วยไทยตีเมืองเชียงใหม่กลับคืนมาได้ พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้ทิ้งเมืองเชียงใหม่
เมืองเชียงใหม่จึงเป็นเมืองร้างมาจนถึงรัชกาลที่ 1 จึงได้กลับตั้งขึ้นใหม่
| | |
|
|